วิทยานิพนธ์ หรือ “Thesis” เป็นเอกสารสำคัญที่แสดงถึงผลการศึกษาและวิจัย ซึ่งจะต้องถูกเขียนโดยนักศึกษา นักวิชาการ หรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง โดยในวิทยานิพนธ์จะต้องเขียนอย่างต้องตามหลักวิชาการ เป็นตัววัดที่สำคัญในการจบการศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือ ใช้สำหรับเพิ่มความก้าวหน้าในฐานอาชีพของตนเอง ปัจจุบันนี้ทุกประเทศมีการทำวิทยานิพนธ์กันหมด

ในระดับปริญญาเอกเราเรียกวิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษกว่า “Disertation” ดังนั้นถ้าเจอคำนี้ผู้อ่านไม่ต้องตกใจไปแต่อย่างลืมว่าในระดับปริญญาโทมีแผนการเรียนอยู่ 3 ชนิด ได้แก่แผน ก ซึ่งเป็นแผนสำหรับผู้ที่ต้องการทำวิทยานิพนธ์เพียงอย่างเดียว แผน ข 1 สำหรับผู้ที่เรียนพร้อมกับทำวิทยานิพนธ์ และ แผน ข 2 สำหรับผู้ทำสาระนิพนธ์ ถ้าเป็นในมหาวิทยาลัยทั่วไปก็อาจมีการเรียกแบบติดปากว่า โปรเจกต์จบ ซึ่งถ้าไม่ทำส่งก็จะไม่จบนั่นเอง หรือ งานวิจัย ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนมีความหมายเดียวกัน

ขั้นตอนในการทำวิทยานิพนธ์

ในการที่จะเขียนวิทยานิพนธ์ขึ้นมาเล่มหนึ่ง จะต้องมีส่วนประกอบสามสิ่ง ได้แก่ ส่วนนำ ส่วนเนื้อความ และส่วนเนื้อความ โดยในส่วนนำคือหน้าปกที่จะประกอบไปด้วยชื่อหัวข้อและอาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียน จากนั้นจะเป็นหน้าที่การรับรองจากกรรมการที่ตรวจสอบความถูกต้องของวิทยานิพนธ์ ตามด้วยบทคัดย่อ และสารบัญ ซึ่งจะเป็นตัวที่ช่วยโครงสร้างต่างๆ ภายในว่ามีหัวข้ออะไรบ้าง

ถัดมาเป็น “เนื้อความ” มันประกอบไปด้วย บทนำ ตัวเรื่อง และบทสรุป ในส่วนของบทนำจะเป็นส่วนที่ผู้แต่งอธบายว่าเนื้อหาภายในนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร เป็นสาเหตุที่เขียนและทำการวิจัย จนถึงสรุปสิ่งที่คาดหวังว่าจะได้จากการศึกษาและวิจัยในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้อ่านทราบจึงจุดประสงค์ในการทำวิจัยได้ง่ายขึ้น ถัดมาเป็น “ตัวเรื่อง” จะเป็นส่วนที่ใช้ในการอธิบายขั้นตอนในการวิจัยของเรา ว่าจะดำเนินแผนการอย่างไร และผลการวิจัยเป็นอย่างไร รวมถึงชี้แจ้งอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่นำมาใช้ประกอบการวิจัย

สุดท้ายคือ “บทสรุป” ผู้แต่งจะต้องเขียนสรุปผลการวิจัยที่เกิดขึ้น และอธิบายถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัยในครั้งนี้ รวมถึงให้คำติชมผลงานวิจัยของตัวเองว่าเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้วจะต้องใส่เอกสารอ้างอิงที่นำมาใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมในเอกสารของเรา เช่นหนังสือ หรือ บุคคลที่ได้นำข้อมูลบางส่วนมาใช้เป็นส่วนประกอบในงานวิจัย เพื่อให้คนที่สนใจจะศึกษาต่อสามารถเข้าถึงแหล่งอ้างอิงเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ในหน้าสุดท้ายมักจะเขียนประวัติของผู้แต่งเอาไว้ เพื่อแสดงถึงคุณสมบัติและความเป็นมาของตัวผู้แต่ง เช่น ชื่อ นาม สกุล วันเดือนปีเกิด สถานที่ศึกษา วุฒการศึกษา ผลงานที่ทำ รางวัลที่เคยได้รับ ประสบการณ์ที่มี หรือ แม้แต่ทุนการศึกษา ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถนำไปใส่ในหน้าประวัติของเราได้